Market Sounding

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555 และวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555 มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาศึกษาความเหมาะสม และดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดทำรายละเอียดแผนงาน/โครงการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง สนับสนุนและรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทย (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) และฝั่งอันดามัน (จังหวัดภูเก็ต)

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาทำการศึกษาและออกแบบทางรถไฟสายใหม่เพื่อการท่องเที่ยวเส้นทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี–พังงา–ภูเก็ต โดยมีการศึกษา ออกแบบ และวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA กับระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต
ในเส้นทางท่าอากาศยานนานาชาติจังหวัดภูเก็ต–ห้าแยกฉลอง เพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดภูเก็ตให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพรองรับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการจราจรของจังหวัดภูเก็ตอันเป็นผลกระทบจากการขยายตัวดังกล่าว

ต่อมาในการประชุมเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559 ซึ่งมีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานได้มอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการต่อ หลังจากที่ สนข. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบ และวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ พร้อมทั้งส่งมอบรายงานและแบบให้ รฟม. อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาออกแบบโดย สนข. ดังกล่าวไม่ได้รวมถึงการจัดทำรายงานการศึกษาวิเคราะห์โครงการตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2556) รฟม. จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนผลการศึกษาและดำเนินการศึกษาวิเคราะห์โครงการตาม พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2556 และดำเนินการทดสอบความสนใจของเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Market Sounding) ให้ครบถ้วน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการดังกล่าว ต่อไป

รฟม. ได้มีประกาศเรื่อง การทดสอบความสนใจของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Market Sounding) โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมแสดงความคิดเห็นต่อรูปแบบการลงทุนและการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการฯ ตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ในระหว่างวันที่ 4 มกราคม 2562 – 18 มกราคม 2562 โดยมีเอกสารประกอบการทดสอบความสนใจดังกล่าว และเอกสารข้อมูลโครงการ

สรุปผลการทดสอบความสนใจของภาคเอกชนและ/หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Market Sounding) โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต

1. ธีการทดสอบความสนใจของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

รฟม. ได้มีประกาศเรื่อง การทดสอบความสนใจของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Market Sounding) โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การให้เอกชนมีส่วนร่วมลงทุนโครงการฯ ให้กับภาคเอกชนและสถาบันการเงินที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบ และรวบรวมข้อคิดเห็น/ข้อสังเกตุ/ข้อเสนอแนะต่างๆ สำหรับนำมาใช้ในการออกแบบรูปแบบการให้เอกชนมีส่วนร่วมดำเนินงานโครงการ เพื่อให้การดำเนินการสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย รฟม. ได้จัดงานสัมมนาการทดสอบความสนใจของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Market Sounding) จำนวน 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ได้จัดขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2562 ที่จังหวัดภูเก็ต และครั้งที่ 2 ได้จัดขึ้นในวันที่ 11 มกราคม 2562 ที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งได้ทดสอบความสนใจฯ ผ่านทางเว็บไซต์ของ รฟม. จนถึงวันที่ 18 มกราคม 2562 ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการจัดกิจกรรมประกอบไปด้วยบริษัทที่ดำเนินกิจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน สถาบันการเงิน ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายระบบรถไฟฟ้า บริษัทรับเหมาก่อสร้าง นักลงทุนภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดเวลาปรากฏว่า มีองค์กรที่ตอบแบบสอบถามเพื่อทดสอบความสนใจ จำนวน 24 ราย ดังนี้

2. สรุปข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

จากการตอบแบบทดสอบความสนใจของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 24 ราย รฟม.ได้สรุปความเห็นของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะจากการที่ได้จัดทำการทดสอบความสนใจของนักลงทุนโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต โดยสามารถสรุปผลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP ได้ดังต่อไปนี้

2.1 ข้อคิดเห็นต่อการให้เอกชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามีส่วนร่วมดำเนินการโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต

ความเห็นของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่เห็นว่ามีความเหมาะสมในการให้เอกชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินโครงการ เนื่องจากเห็นว่าภาคเอกชนมีความพร้อมในการระดมทุนและมีการบริหารจัดการที่ดี เชื่อว่าจะสามารถพัฒนาโครงการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยในกลุ่มของบริษัทที่ดำเนินกิจการระบบขนส่งมวลชน และกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายระบบรถไฟฟ้า มีความเห็นที่อยากให้ภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนทางการเงินที่เหมาะสมให้กับผู้ลงทุน และเรื่องการปรับอัตราค่าโดยสารและระยะเวลาสัมปทานให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจต่อผู้ลงทุนมากขึ้น

2.2 ข้อคิดเห็นต่อรูปแบบการเข้าร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการที่เหมาะสม

กลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการระบบขนส่งมวลชน และบริษัทรับเหมาก่อสร้าง มีความเห็นว่ารูปแบบของการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างและบริหารโครงการ ในระยะเวลาที่กำหนดแล้วจึงโอนให้รัฐ (Build-Operate-Transfer, BOT) เป็นรูปแบบการเข้าร่วมลงทุนที่เหมาะสมสำหรับโครงการนี้ โดยให้ภาครัฐสนับสนุนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อให้เอกชนได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม

สำหรับกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายระบบรถไฟฟ้าบางรายเห็นว่าการให้เอกชนลงทุนในรูปแบบ BOT มีความเหมาะสม และควรมีการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบอื่นๆ ด้วย แต่บางรายมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มนักลงทุนภาคเอกชนอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เห็นว่าควรให้ภาครัฐเป็นผู้ลงทุนเอง และให้เอกชนเป็นผู้บริหารจัดการการเดินรถและการบำรุงรักษาระบบน่าจะมีความเหมาะสมมากกว่า เพื่อลดภาระเงินลงทุนและลดความเสี่ยงให้กับผู้ร่วมลงทุนภาคเอกชน

2.3 ข้อคิดเห็นต่อการระดมทุนหรือการลงทุนโครงการและการขอสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาล

นอกจากการสนับสนุนงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินจากภาครัฐแล้ว กลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการระบบขนส่งมวลชน กลุ่มบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายระบบรถไฟฟ้า ส่วนใหญ่มีความกังวลเรื่องรายได้จากค่าโดยสาร และปริมาณผู้โดยสารที่อาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ จึงต้องการให้มีการสนับสนุนทางการเงินหรือมีการประกันรายได้จากภาครัฐที่เหมาะสมในระดับหนึ่ง ซึ่งรัฐอาจมีรายได้จากภาษีหรือการพัฒนาพื้นที่ที่จะสามารถมาช่วยสนับสนุนได้ หรือภาครัฐอาจสนับสนุนในรูปแบบของการจ่ายค่างานก่อสร้างงานโยธาให้สอดคล้องกับความคืบหน้าของงาน หรือการจ่ายค่างานแบบคงที่ รวมไปถึงมาตรการด้านภาษีที่จะช่วยสนับสนุนผู้ลงทุน เช่น การยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีนิติบุคคล หรือภาษีนำเข้าอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่จำเป็นต้องใช้ในงานก่อสร้างและช่วงเปิดให้บริการเดินรถ  และขอให้นำข้อมูลอ้างอิงเรื่องแหล่งเงินทุนที่มีความเป็นไปได้ในการสนับสนุนโครงการจากโครงการอื่นๆ ที่ดำเนินการในรูปแบบ PPP มาพิจารณาในโครงการนี้ด้วย

ในส่วนของภาคเอกชน มีความเห็นว่าภาครัฐนอกจากจะสนับสนุนเรื่องการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว ควรสนับสนุนเงินกู้ให้กับภาคเอกชนในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรืออาจจัดหาแหล่งเงินทุนให้กับภาคเอกชน หรือเป็นผู้ลงทุนงานโยธาและงานโครงสร้างพื้นฐานเอง โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหาขบวนรถ บริหารจัดการการเดินรถและการบำรุงรักษา และควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนแสวงหารายได้เชิงพานิชย์ในทางอื่น นอกเหนือจากระบบขนส่งมวลชนได้อีกด้วย

2.4 ข้อคิดเห็นต่อการจัดแบ่งรายได้ให้กับภาครัฐ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับภาครัฐ และภาคเอกชน กลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการระบบขนส่งมวลชนเห็นว่า ควรกำหนดให้มีการปรับอัตราค่าโดยสารตามสูตรคำนวณโดยอิงกับองค์ประกอบที่สะท้อนต่อสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งภาครัฐอาจต้องหารายได้ในส่วนอื่นมาสนับสนุนโครงการให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนได้มากขึ้น เช่น รายได้ในส่วนของการพัฒนาเชิงพาณิชย์ TOD และ มาตรการด้านภาษี เป็นต้น

ส่วนกลุ่มบริษัทรับเหมาก่อสร้าง อยากให้ภาคเอกชนมีส่วนแบ่งในผลกำไรส่วนเกินที่โครงการได้รับด้วย ในทางกลับกัน หากภาคเอกชนต้องรับภาระในกรณีที่อัตราค่าโดยสารต่ำเกินไป ควรต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐด้วย โดยมีข้อเสนอรูปแบบการลงทุนแบบ Modified Net Cost เป็นดังรูป

สำหรับกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายระบบรถไฟฟ้า เห็นว่า รูปแบบการลงทุนแบบ PPP Gross Cost จะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ลงทุนมากกว่าเนื่องจากมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนแบบ PPP Net Cost และภาครัฐยังได้ผลประโยชน์จากการเก็บรายได้ของโครงการอีกด้วย รวมถึงควรมี Intensive Bonus หรือผลตอบแทนพิเศษอื่นเพื่อเป็นแรงจูงใจในการพัฒนาด้านบริการที่บริหารโดยภาคเอกชน

ส่วนภาคเอกชนอื่นๆ เสนอให้มีการจัดแบ่งรายได้ระหว่างภาครัฐและเอกชนในอัตรา 60:40 หรือ 50:50 และเสนอให้มีการกำหนดค่าโดยสารให้มีความชัดเจนและเหมาะสม สอดคล้องกับเงินลงทุน สภาพทางเศรษฐกิจ หรือมีการเปิดโอกาสให้เอกชนมีรายได้จากการทำกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เช่น รายได้จากภาษี รายได้จากการพัฒนาพื้นที่บริเวณโดยรอบที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

2.5 ข้อคิดเห็นต่อการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเรื่องการจัดการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม การประสานงานและการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การสนับสนุนเรื่องเกี่ยวกับมวลชน และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ในส่วนของกลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการระบบขนส่งมวลชนต้องการให้มีการออกข้อกฎหมายหรือข้อกำหนดที่จะอำนวยความสะดวกให้โครงการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กฎหมายหรือข้อกำหนดเรื่องสิทธิในการใช้ทางของระบบขนส่งมวลชนเหนือรถยนต์หรือยานพาหนะที่มาใช้ผิวจราจรร่วมกัน และต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเรื่องการออกใบอนุญาตต่างๆ และสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อยก่อนที่จะลงนามในสัญญา เพื่อลดระยะเวลาในการดำเนินโครงการและรักษาไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่สามารถกระทำได้ตามที่กฎหมายกำหนด

กลุ่มบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายระบบรถไฟฟ้า ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนและอำนวยความสะดวกเรื่องการออกใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการเช่นเดียวกันกับกลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการระบบขนส่งมวลชน โดยเห็นว่ามีความจำเป็นที่ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนในเรื่องของการประชาสัมพันธ์โครงการและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และการสนับสนุนจากภาครัฐเรื่องการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสารจากระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่เดิม เข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ตในทุกๆ สถานี เพื่อให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการ เช่น รถโดยสาร รถแท็กซี่ ในการรับส่งผู้โดยสารเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางมาใช้ระบบขนส่งมวลชน รวมไปถึงความชัดเจนและมาตรการจากภาครัฐที่จะช่วยแก้ไขในกรณีที่เกิดข้อขัดแย้ง หรือเกิดความเสี่ยงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภคหรือเสถียรภาพของคันทางตามแนวเส้นทางโครงการก่อนที่จะส่งมอบพื้นที่ให้กับผู้รับสัมปทาน

2.6 ข้อคิดเห็นต่อการกำหนดอัตราค่าโดยสาร เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน

กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าการกำหนดอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น เงื่อนไข และขั้นตอนการปรับอัตราค่าโดยสารควรมีความชัดเจน สะท้อนต้นทุน สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และเป็นที่ยอมรับได้ ซึ่งในการปรับอัตราค่าโดยสารควรให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมพิจารณาภายใต้กรอบที่กำหนด โดยพิจารณา Inflation Rate และในกรณีที่ปริมาณผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพื่อให้เอกชนมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ ซึ่งอัตราค่าโดยสารควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่สูงเกินไป และสามารถสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาใช้บริการระบบขนส่งมวลชน

กลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการระบบขนส่งมวลชน ยังเห็นว่าภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนในการบริหารจัดการความเสี่ยงในด้านอื่นๆ และกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งรายได้จากอัตราค่าโดยสารสำหรับผู้โดยสารที่มีการเปลี่ยนถ่ายภายในระบบรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนอื่นที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจน ส่วนกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายระบบรถไฟฟ้าเห็นว่า รูปแบบการลงทุนแบบ PPP Gross Cost น่าจะทำให้เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด ซึ่งจะทำให้ภาครัฐมีความคล่องตัวในการกำหนดอัตราค่าโดยสารให้สอดคล้องกับนโยบาย ส่วนรายได้จากโครงการก็จะถูกแบ่งกลับมาที่ภาคเอกชนตามข้อตกลงเป็นรายปีเพื่อชดเชยภาระหนี้สินและดอกเบี้ยให้เพียงพอต่อการปันผลผู้ถือหุ้น ค่าดำเนินการและภาษีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปีนั้นๆ

2.7 ข้อคิดเห็นต่อผลตอบแทนที่เหมาะสมของโครงการ

กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะความเสี่ยงเรื่องปริมาณผู้โดยสารที่อาจน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ความเสี่ยงเรื่องอัตราค่าโดยสารและการปรับอัตราค่าโดยสาร ส่วนใหญ่จึงมีความเห็นว่า ผลตอบแทนที่เหมาะสมของโครงการไม่ควรน้อยกว่า 10% หรือควรอยู่ในช่วง 12%-15% เพื่อลดความเสี่ยงและภาระต่อผู้ลงทุน

2.8 ข้อคิดเห็นต่อแหล่งเงินทุน

ส่วนใหญ่กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า สามารถระดมทุนผ่านตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ รวมทั้งการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน Private Equity Funding สถาบันการเงิน หรือแหล่งเงินทุนอื่นภายในประเทศ โดยกลุ่มบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างเห็นว่าจะสามารถระดมทุนจากภายในกลุ่มผู้ร่วมลงทุนได้ประมาณ 25%-30% ของวงเงินลงทุนโครงการ

2.9 ข้อเสนอแนะอื่นๆ ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อโครงการ

  • ในกลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการระบบขนส่งมวลชนและบางส่วนของกลุ่มภาคเอกชนอื่นๆ เห็นว่า ภาครัฐควรมีการสนับสนุนค่างานก่อสร้างคืนในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ซึ่งไม่ควรต่ำว่าต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชน เนื่องจากภาคเอกชนต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่นำมาใช้ในการก่อสร้างโครงการ รวมไปถึงการพิจารณาสนับสนุนทางการเงินในส่วนอื่นที่เป็นไปได้เพิ่มเติม และการพิจารณาให้สิทธิ์ในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในรูปแบบ Transit Oriented Development (TOD)  ซึ่งรวมถึงบริเวณพื้นที่บริเวณโรงจอดและโรงซ่อม บริเวณสถานี และพื้นที่บริเวณอาคารจอดแล้วจรตามแนวเส้นทาง เพื่อให้ผู้รับสัมปทานสามารถนำมาพัฒนาภายใต้กรอบระยะเวลาสัมปทานได้ด้วย
  • การให้สิทธิประโยชน์ หรือมีมาตรการด้านภาษี เป็นข้อเสนอที่ภาคเอกชนส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐพิจารณาสนับสนุน เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนมีศักยภาพในการลงทุนโครงการและได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
  • การให้สิทธิ์ผู้ลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบระบบขนส่งมวลชน(อาจเสนอปรับเป็น Trambus หรือ BRT) หรือปรับแนวเส้นทางบางส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อโครงการ ลดภาระการลงทุน และทำให้ระบบขนส่งมวลชนภูเก็ตมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นอีกข้อเสนอหนึ่งที่ภาคเอกชนที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกัน โดยในระยะแรกมีการเสนอให้ดำเนินการในช่วงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต – สถานีขนส่งก่อน และบางส่วนเห็นว่าควรแยกระบบขนส่งมวลชนภูเก็ตออกจากระบบการจราจรปกติ เนื่องจากในช่วงที่มีการ Share Lane จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการได้
  • ในส่วนของกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายระบบรถไฟฟ้ามีความเห็นเพิ่มเติมว่า ควรมีการศึกษา Master Plan แบบบูรณาการ โดยคำนึงถึงการเติบโตของเมืองและสนามบินใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาจแบ่งการลงทุนโครงการเป็นช่วงๆ เมื่อสามารถเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้มากพอ จึงขยายการลงทุนในช่วงต่อไป นอกจากนั้นอาจพิจารณาระยะปลอดสายส่งกระแสไฟฟ้าแบบเหนือศรีษะ (Catenary free Section) ให้ยาวขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันมีการพัฒนาเรื่องแบตเตอรี่ที่ใช้สำรองไฟฟ้าเพื่อการเดินรถอย่างต่อเนื่อง จะช่วยส่งเสริมทัศนียภาพของเมืองภูเก็ตให้ดียิ่งขึ้น และไม่ควรจำกัดระบบจ่ายไฟฟ้าแค่ระบบ OCS และ Battery ซึ่งระบบจ่ายไฟฟ้าให้กับขบวนรถในปัจจุบันมีหลายรูปแบบให้เลือกพิจารณาตามความเหมาะสม
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังมีความกังวลเรื่องผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยว ทั้งอาชีพหลักและส่วนเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ได้รับผลกระทบต่อการเกิดขึ้นของรถไฟฟ้ารางเบาโดยตรง ควรหาแนวทางการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อก่อให้เกิดรายได้จากการเกิดขึ้นของรถไฟฟ้า เพื่อทดแทนรายได้ที่สูญเสียไปในอนาคต

Download PDF